๑ สิงหาคม ๒๕๖๒
เดือนใหม่เริ่มขึ้นพร้อมกับความอึดอัดที่ทวีคูณครับ ผมเริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบ ‘สายลับ’ ที่ต้องคอยหลบสายตาคนของแม่ (ซึ่งผมสงสัยว่าเป็นป้าแม่บ้านที่รู้จักกับแม่) พร้อมกับต้องคอยปั้นหน้าให้ปกติที่สุดยามอยู่ต่อหน้าจิณณ์ แต่วันนี้… กำแพงที่ผมสร้างไว้มันเริ่มสั่นคลอนจนเกือบพังทลาย
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๒: เมื่อ ‘ความหวังดี’ กลายเป็น ‘ความกดดัน’
เช้านี้ที่โรงอาหาร บรรยากาศจอแจเหมือนทุกวัน ผมนั่งเขี่ยข้าวมันไก่ (แบบไม่เอาหนัง) อยู่กับตั้มและก้อย ความซูบผอมลงของผมเริ่มสังเกตได้ชัดจนก้อยต้องแอบยัดน่องไก่มาให้ในจาน
“มึงกินเข้าไปบ้างเหอะไอ้พีท หน้ามึงจะกลายเป็นกระดาษเอสี่อยู่แล้ว” ก้อยบ่นพลางทำหน้ายักษ์ “ไอ้ที่ว่าเปลี่ยนตัวเองให้ดูดีน่ะ กูกะจะให้มึงดูฮอตนะ ไม่ใช่ดูเหมือนคนเล่นของจนผอมโซแบบนี้”
“กูแค่… ช่วงนี้อ่านหนังสือหนักไปหน่อยว่ะ” ผมตอบยิ้มๆ ทั้งที่ความจริงคือนอนไม่หลับเพราะความระแวง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังใกล้เข้ามา จิณณ์เดินถือถาดอาหารตรงมาที่โต๊ะเรา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้สาวๆ โต๊ะข้างๆ พากันเหลียวหลัง แต่สำหรับผมในตอนนี้ รอยยิ้มนั้นเหมือนแสงอาทิตย์ที่จ้าเกินไปจนแสบตา
“พี่พีท! ทำไมวันนี้มานั่งนี่ล่ะ ผมไปรอที่โต๊ะประจำไม่เห็นพี่เลย” จิณณ์วางถาดลงข้างผมอย่างถือวิสาสะ
“อ๋อ… พอดีตั้มมันอยากนั่งตรงนี้น่ะ ลมโกรกดี” ผมตอบโดยไม่สบตา พยายามขยับตัวออกห่างจิณณ์นิ้วหนึ่ง
จิณณ์ชะงักไป เขาขมวดคิ้วมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “พี่หลบหน้าผมเหรอ?”
“เปล่า… จะหลบทำไมล่ะ จิณณ์คิดมากไปเอง”
“ถ้าไม่หลบ งั้นทำไมพี่ไม่ตอบไลน์ผมเลยสามวัน? โทรไปก็ไม่รับ?”
เสียงของจิณณ์เริ่มดังขึ้นจนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง ผมใจเต้นโครมคราม มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง “พี่… พี่ติดติวไง มือถือแม่ยึดไปน่ะ” (ซึ่งอันหลังน่ะเรื่องจริงครึ่งหนึ่ง เพราะแม่จะเช็กมือถือผมทุกคืน)
จิณณ์วางช้อนลงดัง แกร๊ง! จนก้อยกับตั้มสะดุ้ง “พี่โกหกไม่เก่งเลยนะพี่พีท พี่มีอะไรพี่บอกผมตรงๆ ดิ ผมทำอะไรผิด? หรือว่าเรื่องที่ผมถามวันก่อนในห้องสมุดมันทำให้พี่ลำบากใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“จิณณ์… เบาเสียงหน่อย” ผมกระซิบด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน แต่อารมณ์เด็กหนุ่มวัยคึกคะนองที่กำลังสับสนมันห้ามกันยาก
“ผมไม่เบา! ผมแค่อยากรู้ว่าพี่เป็นอะไร!” จิณณ์ลุกขึ้นยืนค้ำโต๊ะ “พี่เปลี่ยนตัวเองจนดูดีขนาดนี้ พี่ทำให้ผมชอบพี่จนถอนตัวไม่ขึ้น แล้วพี่ก็จะมาทำเย็นชาใส่ผมแบบนี้เหรอ? มันไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอพี่!”
วินาทีนั้น โรงอาหารทั้งโรงเงียบกริบเหมือนมีคนกดปุ่มปิดเสียง สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เรา ผมรู้สึกเหมือนโดนกระชากหน้ากากออกท่ามกลางฝูงชน ความกลัวความลับแตกประดังประเดเข้ามาจนคุมสติไม่อยู่
“หยุดพูดนะจิณณ์!” ผมลุกขึ้นตะโกนกลับไป น้ำตาคลอเบ้า “นายไม่รู้อะไรเลย… นายไม่รู้เลยว่าพี่ต้องแลกกับอะไรบ้างเพื่อให้ได้มายืนคุยกับนายตรงนี้!”
ผมคว้าเป้าแล้ววิ่งหนีออกมาจากโรงอาหารทันที เสียงเรียกของจิณณ์และเพื่อนๆ ดังไล่หลังมา แต่ผมไม่สน ผมวิ่งไปที่ดาดฟ้าตึกศิลปะ ที่ที่เงียบที่สุดในโรงเรียน
[น้ำตาบนดาดฟ้า]
ผมทรุดตัวลงนั่งพิงแทงค์น้ำ ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ความกดดันจากแม่ ความโหยหาในตัวจิณณ์ และความเหนื่อยล้าจากการปั้นหน้ามันระเบิดออกมาพร้อมกัน
ผมหยิบไดอารี่ออกมา เขียนด้วยลายมือที่ยับยู่ยี่ด้วยหยดน้ำตา
✍️ บันทึกหน้าที่ ๑๓: แต้มที่ติดลบ
ความรักมันควรจะเป็นพลังไม่ใช่เหรอ? แต่ทำไมสำหรับผม มันเหมือนยิ่งรัก ยิ่งทำให้ชีวิตผมพังลงไปเรื่อยๆ จิณณ์… พี่ขอโทษที่พี่มันอ่อนแอ พี่อยากจะบอกให้นายรู้ใจจะขาดว่าพี่รักนายแค่ไหน แต่กำแพงที่บ้านพี่มันสูงเกินกว่าที่พี่จะข้ามไปได้ในตอนนี้
ผมได้แต่หวังว่าความเงียบของผม จะปกป้องจิณณ์จากพายุที่แม่เตรียมจะโถมใส่ผมได้
ปล. วันนี้จิณณ์บอกว่า ‘ชอบผมจนถอนตัวไม่ขึ้น’… มันควรจะเป็นประโยคที่ผมมีความสุขที่สุด แต่มันกลับเป็นประโยคที่กรีดหัวใจผมให้เป็นแผลลึกที่สุดเท่าที่เคยเจอมา 💔


