สามวันหลังจาก “ธันวา” ปรากฏตัวในหมู่บ้าน
ชื่อของเขาถูกกล่าวถึงทุกวงสนทนา
“คุณธันวานี่รู้เรื่องสมุนไพรเยอะจังเลย”
“เขาบอกจะช่วยทำเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ด้วยนะ”
“ถ้ามีคนแบบนี้มาอยู่กับเราได้อีกสักคน… หมู่บ้านจะดีขึ้นอีกเยอะเลยนะ”
และที่ร้านกาแฟของโสนนท์ — เขาเริ่มเป็น “ลูกค้าประจำ”
วันนี้ฝนไม่ตก
แต่ลมแรง
ธันวานั่งที่โต๊ะมุมโปรด กางสมุดเขียนอะไรเงียบ ๆ
โสนนท์เดินมาเสิร์ฟน้ำขิงที่เขาไม่ได้สั่ง
แต่ธันวายิ้มรับ
“นี่ผมชักจะเป็นลูกค้าขาประจำโดยไม่รู้ตัวแล้วใช่ไหมครับ?”
“ก็แค่จำได้ว่าพี่ชอบแบบนี้… เท่านั้นเองครับ”
คำตอบนั้นธรรมดา
แต่ธันวายิ้มกว้างขึ้นเหมือนเจอบางอย่างน่าพอใจ
“โสนนท์…”
เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเบากว่าเดิม
“ผมมีเรื่องอยากถาม… แต่ไม่อยากให้มันดูเสียมารยาท”
โสนนท์เลิกคิ้ว “อะไรเหรอครับ?”
“คนที่ชื่อภณ… เขาเป็นอะไรกับนายเหรอ”
โสนนท์นิ่งไป
แต่ไม่ตอบทันที
“ก็… เป็นเพื่อนที่สนิทกันครับ”
ธันวายิ้มบาง ๆ
“ดีจังเลยนะครับ
…คนที่ได้ใกล้ชิดนายแบบนั้น”
เย็นวันเดียวกัน
ภณเดินเข้าร้านพอดี เห็นธันวานั่งคุยหัวเราะกับโสนนท์
ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ไม่ใช่เรื่องลึก
…แต่เป็นภาพที่ทำให้มือของเขาที่ถือถุงมะม่วงแน่นขึ้นนิดหน่อย
ธันวาหันมา
สบตากับเขา
รอยยิ้มของเขาไม่ได้เปลี่ยน
แต่มันมีบางอย่างที่ “รู้ดี” เกินกว่าจะบังเอิญ
“คุณภณใช่ไหมครับ”
ธันวาลุกขึ้น ยื่นมือให้จับ
“ผมชื่อธันวา ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ภณจับมือเขา
ไม่แรง
ไม่แน่น
แต่แค่พอจะบอกว่า “รู้ทัน”
“ได้ยินชื่อคุณ… ในที่ประชุมบริษัทเมื่อนานมาแล้วครับ”
ธันวาพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่”
โสนนท์มองทั้งสองสลับกัน
แต่ยังไม่ทันพูดอะไร
ธันวาก็เสริมเบา ๆ
“ผมหวังว่าพวกเราจะได้ ‘ร่วมงานกัน’ อย่างราบรื่นนะครับ”
คำว่า ‘ร่วมงาน’
ไม่ได้ดูเหมือนการร่วมมือ
…แต่มากกว่าคือการแทรกเข้ามายืนข้างคนที่ภณเคยยืนอยู่คนเดียว
ไม่ใช่ทุกคนที่ยิ้ม… จะเป็นมิตร
บางคนใช้รอยยิ้มเป็นใบมีด และคำว่า ‘สุภาพ’ เป็นเกราะ
สายวันเสาร์
หมู่บ้านยังเงียบอยู่ครึ่งหนึ่ง
แต่บ้านยายแย้มกลับคึกคักตั้งแต่เช้า — เพราะวันนี้มีคนมาชวนโสนนท์ไปช่วยงานอาสา
“คุณธันวาบอกว่าจะพาไปดูแปลงพืชสมุนไพรที่บ้านดินปลายนา”
ฝ้ายพูดพร้อมยื่นเสื้อลายสก๊อตให้เพื่อน
“คนในเมืองเขามีโครงการคืนธรรมชาติไรงี้อ่ะ ชาวบ้านเริ่มปลื้มแกละนะยะ”
โสนนท์นิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะรับเสื้อมาแล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเรียบง่าย
ปลายนาแถบนั้นเงียบดี
มีบ้านดินหลังเล็ก ๆ กับร่องปลูกสมุนไพรตื้น ๆ ที่ธันวาเริ่มลงมือจัดทำไว้
ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีป้ายโลโก้
มีแค่รอยเท้ากับจอบ และคำอธิบายที่ฟังดูเหมือนคนรักต้นไม้จริงๆ
“ผมตั้งใจจะใช้ที่ดินแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์”
ธันวาพูดขณะยื่นหมวกให้โสนนท์
“ไม่อยากให้ใครมาเปลี่ยนตรงนี้เป็นอะไรที่ไม่มีราก”
เขาหยุดมองโสนนท์สวมหมวกใบเล็กอย่างเรียบร้อย
แล้วพูดต่อเบาๆ
“เหมือนบางคนที่ผมไม่อยากให้เปลี่ยนไป… แม้จะอยู่ท่ามกลางเมืองทั้งเมือง”
ภณมาถึงช้าไปครึ่งชั่วโมง
เขาไม่ได้ถูกชวน
แต่ได้ยินเรื่องนี้จากยายแย้มแบบผ่านๆ และตัดสินใจมาด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง
เขายืนอยู่ตรงเนินมองลงไปเห็นเงาของธันวาและโสนนท์
หัวเราะด้วยกัน
ยื่นขวดน้ำให้กัน
และมีจังหวะหนึ่งที่ธันวายกมือแตะแผ่นหลังของโสนนท์เบา ๆ ระหว่างช่วยพยุงจากร่องดิน
…
เหมือนบางอย่างในอกภณถูกกด
แต่ยังไม่แตก
เขาไม่อยากพูด ไม่อยากหึง
…แต่เขาอยากรู้
คืนนั้น
ในห้องนอนของโฮมสเตย์
ภณเปิดโน้ตบุ๊กที่ไม่ได้แตะมาหลายวัน
และพิมพ์คำว่า “ธันวา + ชื่อสกุลเต็ม” ลงในช่องค้นหาอีเมลเก่าในบริษัท
ชื่อของเขาโผล่ขึ้นมาพร้อมข้อความเก่าจากทีมกฎหมาย
เกี่ยวกับ “กรรมสิทธิ์ร่วมในแปลง E42 – สโนน้อย”
…
ตาของภณนิ่งไป
ขณะที่ข้อความสุดท้ายในอีเมลนั้นบอกว่า:
“คุณธันวา — ผู้รับมอบอำนาจลำดับที่สาม — ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อในขั้นตอนเจรจาเบื้องต้น”
บางคนมาเพราะเขารักที่นี่จริง ๆ
บางคนมา… เพราะหวังให้ใครบางคนไว้ใจมากพอจะเสียใจในวันหลัง

