HomeBL NovelChapterโสนนท์น้อย บทที่ 13 เรือนที่มีเสียงหัวเราะ

โสนนท์น้อย บทที่ 13 เรือนที่มีเสียงหัวเราะ

เย็นวันหนึ่ง
 หลังฝนตกไม่กี่ชั่วโมง
 แสงแดดสีทองอาบลงบนระเบียงไม้ที่ยังชื้นอยู่

เสียงหัวเราะของฝ้ายดังมาจากลานหน้าบ้าน
 เธอกำลังยืนสวมผ้ากันเปื้อน ล้างจานชามจากงานเลี้ยงข้าวเหนียวมะม่วงที่เธอจัดเองเมื่อบ่าย

“แค่หวานกว่ามะม่วงก็ไม่ต้องถึงขั้นหวานใจกันก็ได้นะยะ!”
 เธอตะโกนแซวจากหน้าครัว
 เสียงหัวเราะของยายแย้มดังขึ้นตามมาเบา ๆ
 “ถ้าจะเป็นหวานใจกันจริง ๆ ก็รีบแต่งเลยลูก ยายอยากห่มผ้าให้คนทั้งคู่ก่อนลมหนาวมา”

ภณยืนกวนข้าวเหนียวอยู่หน้าเตา
 โสนนท์นั่งหั่นมะม่วงอยู่ข้าง ๆ
 ทั้งสองไม่ตอบใคร
 แค่ยิ้ม แล้วมองหน้ากัน
 ราวกับจะบอกว่า —
 “เอาเถอะ จะว่าไงก็ว่าไป”

คืนนั้น
 หลังจานชามเก็บเรียบร้อย
 เสียงจิ้งหรีดกลับมาเป็นเจ้าถิ่นของลานบ้าน

โสนนท์เอนตัวลงพิงไหล่ภณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
 ขาข้างหนึ่งเหยียดไปบนระเบียง
 มือหนึ่งยังถือผ้าเช็ดหน้าเปื้อนแป้งข้าวเหนียว

“นี่พี่…”

“หืม?”

“ถ้าเรือนนี้หลังคารั่ว… พี่จะปีนขึ้นไปซ่อมให้ไหม?”

“แน่นอน” ภณตอบ “แต่ต้องมีรางวัล”

“อะไร?”

“ให้ฉันได้อยู่ใต้หลังคานี้กับนาย… ไปนาน ๆ”

โสนนท์หัวเราะเบา ๆ
 ไม่ใช่เพราะขำคำพูด
 …แต่เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่พูดเล่น

“งั้นพรุ่งนี้เราต้องหาหลังคาสำรองไว้ด้วยแล้วละ… เผื่อวันไหนบ้านใหญ่ขึ้น”

ภณหันมามอง
 ดวงตาของเขาสะท้อนแสงตะเกียงริบหรี่
 แล้วจูบเบา ๆ ลงบนขมับของโสนนท์หนึ่งครั้ง

ไม่มีใครพูดว่า “รัก”
 แต่ทั้งหมดนั้นคือ “คำรัก” ที่แน่นที่สุดในโลก

เรือนงามไม่ต้องใหญ่โต ไม่ต้องมีเสาเงินเสาทอง

แค่มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และใครบางคนที่อยากกลับมาทุกเย็น… ก็พอแล้ว

เช้าของวันอังคารกลางเดือน
 อากาศในสโนน้อยเย็นสบายกว่าหลายวัน
 มีลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบกล้วยริมทาง และเสียงหมาเห่าต้อนรับแขกประจำวันเบา ๆ จากหน้าปากทางเข้าหมู่บ้าน

“โสน คาเฟ่” เปิดตามปกติ
 วันนี้ฝ้ายลงมือคั่วเมล็ดกาแฟเอง ส่วนโสนนท์เช็ดกระจกหน้าร้าน

เสียงกระดิ่งหน้าประตูไม้สั่นเบา ๆ
 ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมยิ้มสุภาพ

เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาด กางเกงผ้าสีเข้ม รองเท้าผ้าใบเก่าแต่ดูสะอาด
 สะพายเป้ผ้าใบเรียบๆ ข้างหนึ่ง มือถือสมุดเล่มบางๆ อีกข้าง

“สวัสดีครับ ขออเมริกาโน่เย็นไม่หวานแก้วนึงครับ”
 เสียงนุ่มฟังง่าย มีจังหวะ และชัดเจนแบบคนเคยพูดกับผู้คนมาเยอะ

“ได้ครับ เชิญนั่งเลยครับ” โสนนท์ยิ้มรับ ยกมือเช็ดมือลวกๆ กับผ้ากันเปื้อนแล้วกดเครื่องบดกาแฟอย่างเคยชิน

ธันวา — นั่นคือชื่อของเขา

เขาไม่ได้พูดมาก
 ไม่ได้ยิ้มเกินพอดี
 แค่สุภาพพอจะทำให้คนรู้สึกไว้ใจ
 และพูดจาเรียบง่ายพอให้รู้สึกว่า “คงไม่คิดร้ายอะไร”

“ผมชื่อธันวาครับ มาจากกรุงเทพฯ
 เห็นข่าวกิจกรรมของหมู่บ้านก็เลยอยากแวะมาเที่ยว — แถมเอาเอกสารเรื่องต้นไม้พื้นถิ่นที่ผมสะสมไว้มาเผื่อพอจะเป็นประโยชน์”

เขาหยิบสมุดขึ้นโชว์
 ข้างในมีรูปถ่ายพืชท้องถิ่น พร้อมบันทึกชื่อพื้นบ้าน–สรรพคุณ

“เก็บเล่นๆ ครับ เห็นอะไรดีๆ ก็ถ่ายไว้
 บางทีเราไม่ต้องเปลี่ยนโลกหรอก แค่ช่วยเก็บของเล็ก ๆ ไว้ก่อนมันจะหายไป”

ฝ้ายมองเขาแล้วยิ้มกว้าง
 “พี่ธันวานี่สายละเอียดเลยนะคะ เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าไม่ใช่สายถ่ายแค่ไว้ลงไอจีแน่ๆ”

“ฮะๆ ก็เพราะชอบจริงๆ น่ะครับ”
 เขาตอบยิ้มบาง ๆ แล้วจิบกาแฟ

ยายแย้มผ่านมาหน้าร้าน
 ธันวาลุกขึ้นยกมือไหว้อย่างสุภาพ และขออนุญาตนั่งฟังยายเล่าเรื่องชื่อดอกไม้โบราณ
 คนเฒ่าคนแก่เริ่มติดใจเขา
 เด็ก ๆ ชอบวิธีที่เขาพับใบตองเป็นรูปนก
 แม่ค้าตลาดเย็นบอกว่าหน้าตาเขาเหมือน “คุณหมอจากสารคดี”

และที่สำคัญ —
 เขาไม่พูดเรื่อง “ที่ดิน” เลยแม้แต่คำเดียว

ไม่ใช่ทุกการบุกรุกจะมาพร้อมเสียงดัง

บางครั้ง คนที่อันตรายที่สุด… คือคนที่รู้จัก “รอให้คนเชิญเข้ามาเอง”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments